วันศุกร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2556

จัดลำดับ ปัญหา

จัดลำดับปัญหา

สำหรับระบบงานที่ทำกันมา "นาน" คนทำงานนาน ย่อย  "จะรู้" ดี
ถ้าระบบไม่ได้มีการ "ปรับใหญ่" (บ่อยๆ)    เมื่อถูกถาม  มักจะนึก  "ปัญหา" ไม่ออก ... ทำไม ?

แบบว่า  แรกๆ ก็  "จำได้แม่น"  ดีหรอก
แต่ในเมื่อ พบปัญหา แล้ว  "แก้ไขอะไรไม่ได้" (ก็มันเรื่องใหญ่)

สุดท้าย  จะกลายเป็นว่า  "เรายอมรับสภาพนั้น"
ภาวะที่   ฝังในสมองแบบถาวร ... เป็นที่มาว่า  นั่นไม่ใช่ปัญหาแล้ว!
ถ้าใครพูดถึงมัน  ก็จะถูกปฏิเสธ  ในทันที  (คำว่า "ไม่ได้" จะได้ยินมาก่อน)
(ฟังแล้วคุ้นๆมั๊ยครับ)

สำหรับผู้ที่จะ  ย้ายระบบ, ปรับระบบ
หนึ่งใน Keyword สำคัญคือ   ได้ประโยชน์อะไร ? จากการย้าย หรือ ปรับระบบ
โชคดีหน่อย - ระบบที่คุณจะซื้อ  เขาก็จะเขียนแนะนำไว้ให้ (มีให้เลือกมากมาย)
แต่หน้าที่ของ ทีมงาน ที่ทำคือ  หา keyword "สำคัญ" นั้นให้พบ
แยกเป็น   สำหรับ User ทั่วไป กับ ฝ่ายเทคนิค
เช่น หลังจาก "ย้าย" หรือ "ปรับ"
   -User จะทำ  "xxx", "yyy" ได้ (จากไม่เคยมี) หรือ ทำได้เร็วขึ้น
   -ฝ่ายเทคนิค จะตรวจสอบ "aaa"  ได้เร็วขึ้น  (ซึ่ง User อาจไม่สนใจสิ่งนี้)

>> เราต้อง
- "เตรียม"  รวบรวมปัญหา  ให้ได้มากที่สุด
- จัดลำดับความสำคัญ   เวลาสั้น ก็พูดแต่  Keyword ที่โดน
(iPhone 5s  ใหม่  ได้เพิ่ม feature มากกว่า 200 รายการ
คนที่คุณสนิท  จะบอกคุณ  เฉพาะที่โดนใจจริงๆ อาจจะมีแค่ 5-10 รายการเท่านั้น  )  

เทคนิค  

รวบรวมปัญหา

1. ตั้งชื่อย่อ  ที่ใช้เตือน (ชื่่อที่เห็นปุ๊บ เรารู้ทันที)
2. เตือนตนเอง  "ต้องทำ" บ่อยๆ
        - แปะที่   โต๊ะทำงาน,  หน้าจอ คอมพ์, บอร์ดส่วนตัว
        - ข้อความเตือน   ต้องสั้น, เด่นชัด

Q: ปรกติ  คุณจัดวางแบบไหน ? 


3. เมื่อ  "นึกปัญหาได้"  ให้รีบเขียน
       - บน Post-it,  short note, note file จัดเก็บไว้ ในที่  "เรียกใช้ง่าย" ด้วย


จัดลำดับ ความสำคัญ


1. แยกกลุ่ม ปัญหา สำหรับ User กับ IT
    ทบทวน User ส่วนใหญ่  ไม่สนใจ,ไม่เข้าใจ "เทคนิค"   พูดไปเสียเวลาเปล่า

2. จัดกลุ่มย่อย ภายใน กลุ่มข้อ 1
    หลายเรื่อง  อาจเป็นเรื่องเดียวกัน  แต่เข้ารายละเอียดปลีกย่อยต่างกัน
    - ดูราคาขายได้
    - ดูต้นทุนได้
    - ดูกำไรได้
    >> ข้อมูลขาย  ควรเห็นทั้ง 3 ตัว

3. จัดความสัมพันธ์  เช่น
    - เสียเวลา  ออกแบบ Table นาน -> ให้ดี  -> ทำให้สร้างโปรแกรมใหม่  ให้ User ได้เร็ว
    - กำไร = ราคาขาย - ต้นทุน    แทนที่จะพูด 3 คำ  พูด "กำไร" คำเดียวพอ

4. ให้น้ำหนัก (ใช้ประสพการณ์ + ความเข้าใจในวัฒนธรรมด้วย)
    - User อยากได้   ต้นทุน ต่อหน่วย  แบบ Realtime  มากกว่า ...
    - IT อยากได้  ระบบที่ "ไม่มีการหยุดเครื่อง"  มากกว่า ...


ตย. ที่ผมได้รวบรวม
- ต้องการข้อมูล RealTime
       User: การคิด/ตัดสินใจ บนข้อมูลเดียวกัน  ระหว่างแผนก ข้ามประเทศ  ใช้เวลานาน
              เรื่อง ...  การปรับ Forecast ของ Sale กับ โรงงาน, โรงงานผู้สั่งซื้อ กับ โรงงานที่ผลิตขาย
              ฟังดูง่าย  แต่เมื่อ 2 ฝ่ายมี  "ศักดิ์ศรี" เท่ากัน + ความเชื่อมั่นในตนเองสูง 
              ส่วนใหญ่  จะไม่มีใครฟังใคร  มักจะกำหนดทางที่ "ตนเอง" สะดวกที่สุด (ไม่สนใจ อีกฝ่าย)
              >> S/W ใหม่ = "คนกลาง"  ที่ให้ทั้ง 2 ฝ่ายปรับเข้ามาหา 
 
       IT : บางเรื่องใช้เวลา  ส่งต่อกัน 3-5 วัน  (ข้ามประเทศ)  เรื่อง ...
       IT : การสร้าง/ปรับ  มีหลายขั้นตอน (ยาก จนไม่มีใครกล้าทำ)  เรื่อง ....
- อยาก ลดขั้นตอน ให้สั้น
       User: ขั้นตอนเดิม เหมาะกับ สภาพ 10 ปีที่แล้ว  วันนี้ด้วยวิธีเดิม ทำให้ "ช้า"  เรื่อง ...
       IT: ข้อมูลชุดเดียวกัน  แต่แยกกันทำ  (ซ้ำ)  เรื่อง ...

เพิ่มเติม

เมื่อคุณมาถึงจุดนี้  อย่าลืม  เตรียม "คำตอบ" สำหรับแรงต้านต่างๆ ต่อไปนี้ด้วยครับ
- ไม่  ย้าย/ปรับ    ได้มั๊ย!
       มันก็  น่าจะใช้งานได้  อีก 3-5 ปี นี่นา   อีก 3 ปีค่อยมาคิดกันใหม่ (ซื้อเวลาไปก่อน)
- ok มาทำกันก็ได้  แต่ทำบางส่วนได้หรือเปล่า  แบบว่า ทำทั้งหมด   มันเสี่ยง,มันหนักไป,...
       (รักษารูปแบบ  ให้คงเดิมไว้สุดชีวิต)

>> ถ้า ปัญหาที่คุณ  รวบรวมและจัดลำดับไว้ดี   คุณจะตอบคำถามข้างต้นได้ "ง่าย"

note  บริษัทฯ ที่รับ implement ระบบ SAP บอกให้ฟังว่า
ถ้าจะให้ดี  ต้องใช้เวลามากกว่า 3 เดือนเพื่อปรับวัฒนธรรม
โดย "ต้อง" ทำก่อนเริ่มลงมือในขั้นตอนหลัก

- คุ้นๆมั๊ยครับ   ประเทศที่ขอเป็นเจ้าภาพ โอลิมปิค, ฟุตบอลโลก, เข้า AEC, ควบรวมบริษัทฯ
   ต้อง "ทำ" และ "ใช้เวลา"  ปรับ "วัฒนธรรม" กันเต็มที่
>> ถ้าคุณสังเกต  คุณจะเห็นความพยายาม ของกลุ่มคนทำงานนั้นๆ

ตย. ญี่ปุ่น เสนอตัวเป็นเจ้าภาพโอลิมปิค  2020
เพื่อให้เข้าใกล้  "ความสำเร็จ"  
       ประเทศใดที่ "ลงมือทำมาก"  ย่อมมีโอกาสสูงกว่า
       การแสดงความ "ตั้งใจ" ทำจริง  ย่อมดีกว่า  "แค่ทำให้ผ่านๆไป"

ถ้ามีโอกาสลองไปดู  การวิเคราะห์จาก คุณอรรถ  บุนนาค
พิธีกรในรายการ Divas Café  ของ Voice TV 
   - การเลือก/เตรียม โฆษก  (เลือกคนใหม่  แทนที่การเลือก  จากคนเก่าที่เก่ง   แต่ไม่ "ดีเลิศ")
   - การจัดลำดับ  เหตุการณ์ ใครต้องพูดอะไร ? เมื่อไหร่ ? ใช้คำอะไร ? (ที่โดนใจ)
           การกำหนด ท่า/คำพูด  ที่พูดแล้ว  จะเกิด "กระแส" Fever ไปทั่วประเทศ
           การจัดคิว ให้ นายกฯ ต้องเป็นคนพูด (งานนี้ระดับชาติ) 
แล้วลองเทียบดูตัวเรา  ว่า เพื่อให้ได้เป้าหมาย  "ตัวเรา" ได้ทำไป  มาก/น้อย แค่ไหน
      ถ้าเป้าหมาย "สำคัญ" ก็ต้อง  "ทำ" ให้เหมาะสมกับมัน น๊ะครับ ...
      ของแบบนี้ต้องฝึกทำกันได้ครับ  มันไม่ได้มีมาตั้งแต่เกิด

ยาก หรือ ?

- กินข้าวพร้อมหน้าทั้งครอบครัว อาทิตย์ละครั้ง (ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง)
  ยาก ? พ่อ กลับมาสอนภาษาอังกฤษให้ลูก ... คนนี้อายุ 4x ปี ไลฟ์สไตล์คนกรุงเทพ
      (รถติดกลับบ้านดึก, เหนื่อย   มีเวลาสั้นๆกับลุก) -> คะแนนสอบเต็มครับ
      ... ใครจะรู้ใจลูก  เท่า  พ่อ/แม่ ล่ะ

- กอด "พ่อ/แม่" เมื่อมีโอกาส (มักไม่ค่อยมี โอกาส)
  ยาก ? มีบางคน "ล้างเท้าให้แม่" ทุกวันแล้ว ... คนนี้อายุ 3x ปี และได้เริ่มทำทุกวันมา > 6 เดือนแล้ว

วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ระวัง พลาดเรื่องง่ายๆ!

มีเรื่องมาให้ Share ประสพการณ์ครับ

ที่มา

        เริ่มจากมีการติดต่อ  ให้พัฒนาระบบพื้นฐาน  "ต้องการให้ ระบบ Legacy ข้อมูล ก่อนสั่งซื้อ (Purchase Requisition) ส่งข้อมูลแจ้งเตือนและอนุมัติ ไปยังผู้เกี่ยวข้อง (eMail,Work Flow)  แล้วบันทึกกลับมาที่ Legacy เพื่อทำใบสั่งซื้อ (Purchase Order)"
        หลายคนฟังแล้ว แทบจะบอกได้ทันทีว่า  "เด็กๆ สบายมาก"  แต่จากสภาพแวดล้อมด้านล่าง ผมสรุปว่า  "ทำได้" แต่จะออกมา "ดีหรือไม่" ขึ้นอยู่กับ "วิธี" มาดูรายละเอียดกันครับ ...

เงื่อนไข  "โครงการ"  (ทั่วไป)
- ใช้ งบฯ ต่ำ
- User ใช้งาน "ง่าย" (ไม่ต้องเรียนรู้ จดจำ, จำนวนครั้งที่กดน้อย)
- IT จัดการง่าย  (ใช้เวลาน้อย, ปรับเพิ่ม/เปลี่ยน funcion)

สภาพแวดล้อม

        สำหรับ  บริษัทขนาดใหญ่  ทั่วไป
  • ทีมงาน Legacy จะถูกจำกัดให้ใช้เทคโนโลยีเก่า (+เฉพาะ เช่น RPG) เพียงเรื่องเดียว  มีความเชี่ยวชาญ Busines Concept มาก  
  • ทีมงาน เครื่องมือใหม่ (+ เฉพาะ เช่น Lotus Note,Web)  จะเรียนรู้และใช้เครื่องมือใหม่ได้เร็ว  แต่มักจะไม่เข้าใจ Business Concept ลึกซึ้ง
  • ทีมงาน Admin เมื่อแยกตามเทคโนโลยีข้างต้น ก็ต้องมี 2 ทีม  
        "ที่มา" บอกให้รู้ว่า   ต้องการงานที่ผสมเทคโนโลยี  เก่า/ใหม่  เข้าด้วยกัน   ทีมงานข้างต้นต้องทำงาน "ด้วยกัน" 

        ลองทายซิว่า  ความสัมพันธ์ระหว่าง "ทีม" ข้างต้นเป็นอย่างไร ? ... เดาได้ไม่ยากน๊ะครับ  เหมือนคุยกันคนละภาษา (ทั้งที่อยู่ในฝ่าย IT เหมือนกัน)  อย่างดีหน่อยก็คุยขำๆ กันได้ แต่คุยจริงจังกันไม่ค่อยรู้เรื่อง (มันซับซ้อน  ฉันรู้ในเรื่องของฉัน  ไม่รู้เรื่องของคนอื่น)

          ลักษณะข้างต้น  มักจะเกิดจาก  องค์กรเติบโตแบบ "ตามมีตามเกิด"   ผู้นำ/ผู้ตาม เลือก "วิิธีที่ง่าย" ในการดำเนินชีวิตประจำวัน  ก็จะเกิดสภาพแวดล้อมข้างต้น

ตัวเลือก Solution ต่างๆ 

- ซื้อ/ จ้างทำ (สูตรสำเร็จ)
        ถ้าสำเร็จ    เรา​"เป็นคนเลือก"  
        ถ้าล้มเหลว  ก็โทษ Vendor  ซะ (แล้วจะหาเจ้าใหม่มาแก้ปัญหา)
        ... ขำๆ น๊ะครับ  (อืมส์  แต่ก็เห็น  หลายบริษัท  ยังใช้วิธีนี้กันอยู่) 
- ให้ทีมใดทีมหนึ่ง  เป็นหลัก   และทีมอื่นสนับสนุน
        ถ้า "ไม่" สื่อสารกัน   ก็จะเหมือน  ทำพลังของ"คนเดียว" ไม่ใช่ "ทีม" (แค่ทำได้  แต่ไม่ได้  สิ่งที่ดี)
ถนัดอะไร ก็ใช้สิ่งนั้น 
- ทำเหมือน  "โครงการ" ทั่วไป
         จัด/หา ผู้นำโครงการ  ที่ดี  แล้ว "สนับสนุน"  ให้เขาทำสำเร็จซะ

เหตุการณ์ 

- เมื่อแยกคุยกัน   ทุกทีม  ต่างตอบเหมือนกัน ว่า "ทำได้" 
- (เดา) อยากทำเลย  ไม่อยากเสียเวลา  ประชุม 
- (สนับสนุน) : นัดคุย  ทุกทีมที่เกี่ยวข้อง  "พร้อมกัน" เป็นทางการ
        ถ้าทุกคน ไม่อยากคุยกัน  ก็ต้องให้  "คนที่ตำแหน่งสูงกว่า" นัดครับ  ปล่อยให้นัดกันเองคงยาก
- (เดา) ปรกติ  ทุกคนจะไปคิด พร้อมๆ กันในห้องประชุม
        ก็ ระดมสมอง (Branstorm) ไงครับ 
- (สนับสนุน) : งานไม่ยาก  ก่อนประชุม  เตรียมเอกสาร - แผนภาพ 
        การพูดๆๆๆ ที่ เข้าใจคนเดียว  "ไม่ใช่"  การสื่อสารที่ดี
- (สนับสนุน) : หาข้อมูล  ลดข้อสงสัย
        ถ้า  ทำเฉพาะ ในทีมใด ทีมหนึ่ง  ยาก/ง่าย ?  ต้องทำอะไร ?
        - เตรียม  เอกสารเพื่อใช้อธิบายในส่วน Legacy  (มันยาก -> อย่างไร ?)  (ข้อมูลมาก-> อย่างไร ?) 

        ถ้า  ใช้ Legacy อ่านข้อมูลใน Lotus Note  ยาก/ง่าย ?  ต้องทำอะไร ?        
        ถ้า  ใช้ Lotus Note  อ่านข้อมูลใน Legacy  ยาก/ง่าย ?  ต้องทำอะไร ?
        - เข้าไปอ่าน "หนังสือ" หรือ "slide แนะนำ"  ศัพท์ ข้างต้น

        ถ้า  ใช้ Web อ่านข้อมูลใน Legacy,  Lotus Note  ยาก/ง่าย ?  ต้องทำอะไร ?

        เข้าไปคุย  กับตัวแทนแต่ละทีม  ถามหา idea ->  สงสัยในศัพท์อะไร -> ทำความเข้าใจ
        -  เคยพบมั๊ยครับ    แต่ละคนพูดเรื่องเดียวกัน = ฟังไม่เข้าใจ
           ทำไม่ได้,  ทำได้วิธีเดียว เท่านั้น , มีอีกวิธีแต่ ... , ... 

- (สนับสนุน) : สื่อสาร  ข้อมูลข้างต้น  เอกสารขั้นต้น (ย่อ เน้นภาพ) + อธิบายทางวาจา 
  (ดีกว่า ส่งให้อ่าน กันเอง หรือ อาจจะไม่ได้อ่าน) ... ผมอธิบายให้ทีม Legacy

- ก่อนประชุม  ทีม Legacy เข้าประชุม 1 คน  ทีมเครื่องมือใหม่เข้าประชุม 6 คน  ผู้จัดการ 1 คน
- (เดา) : ผู้จัดการ เลือกใช้วิธี "เชิงรับ" โดยให้ทีมงานจัดการกันเอง (คอยเติมส่วนที่ขาดเท่านั้น) 
  ... เป็นวิธีที่ไม่เหนื่อย 
- (เดา) : ทีมเครื่องมือใหม่  ใช้การประชุมเป็นการ share info กันภายในทีมด้วย

วิเคราะห์

(สนับสนุน) คือ สิ่งที่ขาดหายไป   ส่วนหนึ่งเกิดจาก "วัฒนธรรม" ที่ผิดปรกติ (ขาดหายไป)
คนไทยเก่งทำงานคนเดียว  แต่ล้มเหลว เมื่อทำงานเป็น "ทีม" (ไม่สามารถแสดงพลังของทีม
...น่าเสียดาย)

เหตุการณ์ข้างต้น  เหมือนกับที่ทำงานของแต่ละท่านมั๊ยครับ ?
ถ้าเหมือนกัน  อะไรที่  "แต่ละคน" ต้องทำ  เพื่อให้  "ทีมงาน" แสดงศักยภาพเต็มที่

ผู้นำ กับ ผู้ตาม  จะมีหน้าที่  "ต่างกัน" น๊ะครับ   เพียงแค่เข้าใจ และ "ลงมือทำ"
ข้อแนะนำ ที่ดี (ฟังมาอีกที)  คือ  พยายามทำงานประจำวัน  ให้ "ครบ" จนกลายเป็น "วัฒนธรรมที่ดี"
         โดย  ค่อยๆ เพิ่ม "สิ่งที่ต้องทำ" อาจจะหนักบ้าง,ลำบากบ้าง
         และหลีกเลี่ยง  การ "ขี้เกียจ" หรือ ทำงานแบบสบายๆ

งานนี้ผมไม่ได้ เข้าร่วมประชุม  แต่เป็นส่วนหนึ่งในการทำ (สนับสนุน)
บางเรื่องเป็นงานที่ "ถนัด" บางเรื่อง ก็เกินหน้าที่ไป
แน่นอนว่า  ต้องมีอุปสรรค
- อาจมีคน  มองการ(สนับสนุน) เป็นสิ่งที่เป็นอันตราย ต่อชีวิตประจำวัน ของเขา
           ทำเกินหน้าที่, แย่งชิงหน้าตา, ... 
- ผมต้องเผชิญ กับ การปฏิเสธ (การเปลี่ยนแปลง) ในทุกรูปแบบ
ไม่ต้องกลัว  ถ้าคุณยัง "คิดดี"  สิ่งเหล่านี้เป็น อุปสรรคขนาดเล็กๆ เท่านั้น
(ปัญหาใหญ่ อยู่ไม่นาน  คนหนักแน่น  อยู่ได้นานกว่า)

ความหวัง

           อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง  ในทางที่ดี  "กล้าเปลี่ยน"
           คน IT  ต้อง "รู้หน้าที่" ตนเอง -> "รอบรู้"  (ยิ่งเป็นผู้นำ ก็ต้องรอบรู้กว้างมากขึ้น)  ,ทำงานได้หลากหลายฟังก์ชั่น  (ใช้คนน้อยลง  แต่ได้ประสิทธิภาพสูง)

วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2556

ได้เห็น ในสิ่งที่ คิด(ดังๆ)


ไม่ต้องแปลกใจกับหัวข้อครับ   ผมจะเล่าความคืบหน้าของการเปลี่ยน Legacy ไปเป็น ERP (ภาคต่อ)  ภาคนี้เห็นขั้นตอนการทำงานของบริษัทคนกลาง (ตัวละครใหม่) และ วัฒนธรรมในองค์กรต่อ (การเปลี่ยนแปลง)

การเคลื่อนไหวของผู้นำ

มีข่าววงในรายงานมาว่า  ทีมผู้บริหารไม่มั่นใจว่าเงินที่ต้องจ่ายในการเปลี่ยนระบบ ERP   จะได้ผลลัพธ์ตามต้องการ แค่ไหน  ?   จะกังวลไปทำไม  ซื้อของแพง=ของดี  ก็ลดความกังวลได้  หรือว่ามีคนมาแซวว่า  บริษัทที่เคยเลือกใช้ SAP จะรู้ว่าว่า  SAP ย่อมาจาก Sad After Purchase กระมังครับ

ถ้าใครยังไม่เข้าใจว่า  ลองนึกกลับไป  ตอนจะซื้อสินค้า “แบบดี,ราคาแพง”   

เช่น  จะเลือกซื้อมือถือ ราคา 3-6 พัน  หรือ  iPhone  ราคา 2 หมื่น ดี   จะอธิบายว่าใช้ “ของแพง=ของดี”  , ตัวไหนจะใช้งานได้ตรงตามเป้าหมายหลัก,  หรือ ถ้าคุณจำโฆษณาแม่น  ก็แค่พูดเหมือนโฆษณาในทีวีก็พอ  เช่น มือถือราคาแพงโทรคุยกับที่บ้านแบบเห็นหน้ากันได้   ส่วนเป้าหมาย “ในใจ”  (ส่วนเสริม  ก็ไม่ต้องพูด ก็มันสวย, มันเท่ห์ ตามแฟชั่น )   แน่นอนว่าเมื่อจ่ายเงินซื้อไปแล้ว  มักจะ”ทิ้ง”  เป้าหมายหลัก  แทบจะ “ทันที” !  ด้วยเหตุผลใหม่ๆ  (จริงๆ ส่วนใหญ่ ก็รู้ก่อน น๊ะแต่ทำเป็นไม่รู้ซะงั้น)   

คนกลุ่มนี้  มักจะคิดเข้าข้าง (หลอก) ตนเอง  ในเรื่องเล็กๆ ก่อน   แล้วถ้าทำซ้ำก็จะกลายเป็นความเคยชิน เป็นเรื่องปรกติ (ในที่นี้ต้องขอชมฝ่ายการตลาดที่สามารถ โน้มน้าวคนส่วนใหญ่ให้มองไปในด้านเดียวได้)    แน่นอนว่าเมื่อเป็นเรื่องปรกติ  ขอบเขตที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องเป็นเรื่องปรกติไปหมด  (วัฒนธรรมแบบนี้ชักไปกันใหญ่)  
ออกนอกเรื่องไปซะไกล   กลับมาที่เดิม  ทีมผู้บริหารเริ่มสงสัยว่า  “เราจะเลือกซื้อ/จ่าย เงินแพงมาก  เพื่อซื้อสิ่งนี้  แล้วจะได้ตรงเป้าหมายหลักจริงๆ หรือ ?”    ขั้นตอนแรกเป็นการนำข้อมูลกลับไปทบทวนใหม่    ขั้นตอนต่อไปได้จ้างบริษัทคนกลาง  มาวิเคราะห์แล้วทำรายงานสรุปออกมา  

บริษัทคนกลาง

อ๊ะ!  “ก่อน” ตัดสินใจเริ่มโครงการ ในบริษัทก็จะต้องมีทีมงานทำรายงานนี้แล้วนี่นา   
ผู้เขียน  “เดา” ไว้ว่า
  รายงานสรุป  “ไม่สามารถสื่อ"  ให้เข้าใจได้ง่าย  หรือ  ทีมผู้บริหารไม่เข้าใจ  (ก็ 50% เป็นงานทางด้านเทคนิคเฉพาะ)  ต้องยอมรับกันว่าผุ้บริหารระดับสูง มักจะไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ และน่าจะใช้วิธี  “เชื่อใจ” แทน  แต่ ในยุคที่มีการเบี่ยงเบนผ่านสื่อมากการเชื่อใจคงทำลำบาก (นาย ก บอกว่าดี  นาย ข บอกว่าไม่ดี   แล้วจะเชื่อใครล่ะ แป่ว!)  

การเลือกบริษัทคนกลาง จึงเป็นการเพิ่มความ “เชื่อใจ” ที่ดี    แต่ก็สิ้นเปลือง งบประมาณและเวลาพอสมควร   ถ้าทีมงานในบริษัททำงานกันเต็มที่  รายงานที่ได้จะได้ผล(Fact)ออกมา “เหมือนกัน”  (เหมือนจ่ายฟรี)   แต่ถ้ารายงานออกมาตรงข้าม  คงเป็นเรื่องที่ปวดหัวเอาการ  ถ้าคุณเคยคุยกับบริษัทคนกลาง  เขาจะตอบว่า  เขาชอบไปแนะนำลูกค้า ที่ “ขาดหลายเรื่อง”  เพราะ  ลูกค้าจะรู้สึกคุ้มค่า   แต่ถ้าไปแนะนำลูกค้าที่ “รู้ทุกอย่าง”  แต่ไม่อยากเปลี่ยน   คำแนะนำหลักคือ  เปลี่ยนที่คนก่อน (คนฟังก็จะรับไม่ได้)  คำแนะนำอื่นๆ  มักจะไม่ได้รับความสนใจ (ก็รู้อยู่แล้ว) 

ส่วนที่ผู้เขียนได้ข้อมูลมา  บริษัทกลาง  มาทำขั้นตอน  Gather Information
ซึ่งเป็นส่วนถัดไป  หลังจากทราเป้าหมาย,ประกาศ(ว่าจะทำ)   ผู้ที่ทำโครงการมาจะคุ้นๆน๊ะครับ  โดยทาง IT จะเพิ่มรายละเอียดของข้อมูลลงไป
      
เป้าหมาย               เปรียบเทียบ  ผลจากการซื้อ S/W ใหม่(รวมขั้นตอน) หรือ ปรับสิ่งที่มี (ปรับอะไร)
ประกาศ                 เป็น “นโยบาย”  (ทุกคน  “ต้องมีเวลาว่าง”  มาทำ  ในแนวทางเดียวกัน)
พื้นฐาน                   บริษัทวิจัย ต้องมีความพร้อม  (ทีมงาน  ที่มีความรู้ ดีเยี่ยม  IT, S/W, การบริหารจัดการโรงงาน)
Gather Information - (ข้อเท็จจริง)
  • เลือก ทีมงาน / Key man
  • นัดคุย (ภาพรวม, ศัพท์)   นั่งอยู่ในพื้นที่จริง
  • ขั้นตอนการทำงาน ปัจจุบัน
  •  รับฟัง  ความคิดเห็น, ปัญหา 
  •  ให้คำแนะนำ ตามหลักการ (นำไปใช้ได้ทันที)
  • เปลี่ยน  ความรู้สึก  เป็น Fact  “สินค้ามีมาก” -> ( กี่รายการ  ใช้จริง (6 เดือนที่ผ่านมา) กี่รายกา
  • ทำไม่ได้  เพราะติด ... (แสดงรายละเอียดประกอบ)
  •  ...

ขั้นตอนข้างต้น  ดูเป็นทางการ + รูปธรรมชัดเจน  (คุยกันในห้องประชุม  มีการนัดหมายเป็นทางการ)
การทำงานร่วมกัน  หลายคน จะมีข้อกำหนด "ร่วมกัน"  ที่ต้องใส่ใจเล็กน้อย 
แต่ที่ผมพบเห็นส่วนใหญ่  คนของเรา "ไม่เข้าใจ"  (ขาดไป เช่น ไม่เข้าร่วมเลย  , เกินไป เช่น  นัดประชุมถี่  โดยไม่ได้เนื้องานอะไร เป็นต้น)   

ได้เห็น สิ่งที่เคย คิด(ดังๆ) และเคยเริ่มต้นทำ

     ติดตั้ง/ซื้อเครื่องมือ (มีฟรีให้เลือก), จ้าง Vendor,  ส่งไปเรียน (มีหลายที่เปิดสอนในราคาทีถูก)

ทั่งในส่วนของ ผู้นำ และ ผู้ตาม  คนอื่น  ที่ต้องสนับสนุน (ไม่ใช่  ถ่วง)  

ผมเชื่อว่าภายในบริษัทฯ คงมีคนดีศรีอโยธยาบ้าง   แบบว่าคงมีคนคุยกัน   คิด(ดังๆ)     ซึ่งแน่นอนว่ามีทั้ง  เริ่มทำ, ไม่ใส่ใจ, ไม่สนใจ


วันนี้ถ้าต้องทำตามสิ่งที่  บริษัทคนกลางแนะนำ  ตัวเรา  ก็ต้องยอมรับว่า  ผลจากการกระทำที่ผ่านมาเราลด “ศักยภาพ” ตนเอง   เมื่อเราเองก็รู้แต่ไม่ได้ลงมือทำ คนอื่นมาสั่ง จึงจะทำ     ให้นำบทเรียนนี้   มาพัฒนาตนเอง

ส่วนใหญ่  ก็รู้ว่า  การทำโครงการ   ต้องทำอย่างไร ?  ก็แค่เข้าใจ  ลงมือทำ  และทำให้เป็นเรื่องปรกติ
(ไม่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่    ไม่มองเรื่องใหญ่เป็นเรื่องเล็กน้อยจนไม่ทำ)
เมื่อทบทวนดู   เราอาจจะได้เคยเริ่มทำสิ่งนั้นไปแล้ว  หรือ เราได้ปฏิเสธการทำสิ่งนั้นไปโดยไม่รู้ตัว
  • มีความรู้พื้นฐาน  ต่องาน   วิชาชีพ,ความรู้ประกอบ, ใช้เครื่องมือช่วยให้คล่อง
  • Key man ต้องเพิ่มความสามารถในการสื่อสาร
  • ลดขั้นตอนที่มาก    เน้น  ความเข้าใจ  มากกว่าท่องจำ, วิธีมาตรฐานทั่วไป แทน วิธีเฉพาะ
  • ต้องมีเอกสารพื้นฐาน (อะไรบ้าง)
  • ..

 คุ้นๆมั๊ยครับ 



มีคนมาคุย/เสนอ idea ที่ดี   แต่คุณไม่มีเวลาแม้แต่ “รับฟัง” หรือ “ฟัง” แต่ไม่มีเวลาไปคิดต่อ
คิดและทำแล้ว  แต่ทำเองคนเดียว...  ก็งานส่วนตัว  คนอื่นก็ไม่สนใจ น๊ะครับ
ไม่อยากเสียเวลาทำเอกสาร  = ทำให้คนอื่นใช้ ตนเองก็ไม่ได้ใช้
การประชุมใช้เวลานานมาก  ทุกอย่างไป"เริ่มคิด" ในห้องประชุม  ทั้งๆที่บางเรื่องเตรียมไว้ก่อนได้
แค่รับทราบ  หรือ  ต้องการให้มีส่วนช่วย    นัดทุกคนไว้ก่อน แต่ที่จะคุยกันแค่ 3 คน 

ทราบจากการคุยกันว่า  บางบริษัทกำหนดเป็นแนวทางว่า  Key Man ต้องผ่านการเรียน/ปรับ พื้นฐานก่อน
(เมื่อผ่านแล้วจึงให้ไปเป็น  ผู้นำในโครงการได้)

FAQ คำถามที่ถามบ่อย


Q: โครงการใหญ่  มักยุ่งยาก และใช้เวลาน๊ะ
A: ก็ชื่อมันบอกแล้วครับ “งานใหญ่”  จะทำง่ายๆ เหมือนงานเล็กๆได้อย่างไร 
Q : เป้าหมาย        กำหนดอย่างไร ?
A: ผู้บริหาร ถ้าได้คุยกับ Vendor > 2 รายดูจุดขายของ S/W, ดู ตย. (ดูงาน) บริษัทฯอื่น  ก็จะรู้
Q: ประกาศ   ไม่ต้องทำก็ได้  (ดูงานจริงจริง, งานใหญ่ไป, เดี๋ยวหน้าแตก)
A: ไม่ประกาศ = งาน “เล็ก” ครับ (ประกาศอย่างเดียว ยังไม่พอเลย  ต้องสะกดจิตด้วย  555)
Q: เตรียมคนที่มีความรู้ดีเยี่ยม  อย่างไร ?
A: กำหนดหัวข้อให้ชัดเจน (ทำเอกสารแบบนี้ได้  -> ใช้อะไรทำ, ภาษาคอมพ์ -> Fix ภาษาอะไร หัวข้อต้องรู้)
Q: รอให้ ระบบเสร็จ  แล้วค่อยมาเรียนรู้ได้มั๊ย ?
A: ได้ครับ  ถ้าเริ่มต้นจากศูนย์    โละพนักงานเก่าออก 50แล้วจ้างพนักงานใหม่ มาทำแทน   ประหยัดเงิน และ ทำงานง่ายกว่าด้วยครับ (พนักงานเก่า  เงินเดือนสูง, เรื่องมาก เมื่อเทียบกับพนักงานใหม่  เงินเดือนต่ำกว่า และเชื่อฟัง)
Q: พนักงานปัจจุบัน ไม่กระตือรือล้น  ขัดขวางทุกวิธี 
A:  เริ่มสร้างวัฒนธรรม  ครับ  (การบริหารจัดการคน  เป็นหน้าที่ของ ผู้นำ  อยู่ๆมันไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง)
Q: จะรู้ได้อย่างไรว่า  สิ่งที่มีดีอยู่แล้ว หรือ ขาดอะไร ?
A: ทดสอบโดย   ลองเทียบกับ S/W ที่วางขายในท้องตลาด, ขั้นตอนที่บริษัทอื่นทำ (ตอนไปดูงาน)  ก็จะรู้แล้วครับ

ถ้าผู้นำคนไหน   อ่าน  FAQ  มาถึงตรงนี้  แล้วไม่รู้คำตอบมาก่อน  อย่าเพิ่งทำโครงการครับ
กลับไปทบทวนบทบาท/หน้าที่ของ ตนเองก่อน
เพราะ  ปัญหาข้างต้นเป็นอุปสรรคพื้นฐานทั้งสิ้น 
ทุกครั้งที่ผู้นำทำงาน”จริง” ก็จะพบคำถามและทางออก  เมื่อทำงานชิ้นต่อไปก็มักจะเตรียมหลายๆเรื่อง “รอไว้ก่อน”    แนวคำถามข้างต้น  ผมมักจะเอาไว้ใช้อธิบายทีมงาน (ผู้ตาม) ที่สงสัยว่า  ทำไมต้องทำขั้นตอนมากมาย (ผู้ตาม มักคิดคนละมุมกับ ผุ้นำ  และผู้ตามจะคิดในมุมแคบๆ)

วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2556

(ฟัง) กระแส

กระแส

เราได้พบเห็น  กระแสใน  Social Media กันมาแล้ว
เช่น จากเรื่องไม่เป็นเรื่อง  ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้,  เรื่องที่ไม่รุ้  ก็รู้กันทั่ว

ในด้านจิตวิทยา "คน" ประเมินได้ยาก  หลากหลายมาก  (เฉย, อยากรู้, ตื่นตัว, สับสน, ...)
ในด้านเศรษฐศาสตร์ เรื่อง Long Tail  
เรื่องที่ไม่น่าจะมีคนสนใจ  ก็ "ยังมี" คนสนใจ (ถึงแม้ว่าจำนวนน้อย)  
(การคาดการณ์ ที่สมบูรณ์  ต้องครอบคลุม "ทุกกรณี"  จะมองข้ามไม่ได้)

การประกาศ  เปลี่ยน Legacy (โปรแกรม IT พื้นฐาน) ไปสู่ SAP  ย่อมมีกระแสตามมา
- เฉย       อันนี้   ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไร, รู้แต่คิดว่าทำอะไรไม่ได้,...
- อยากรู้  คนส่วนใหญ่ อยากรู้อยากเห็น
       ถ้าอยากรู้ตามแฟชั่น  คนอธิบายก็ไม่ต้องพูด เข้ารายละเอียดมากนัก
       ถ้าอยากรู้จริง  ก็ช่วยกันส่งเสริมกันน๊ะครับ
- สับสน  มักจะเกิดจาก "ได้รู้" (แต่ไม่ครบ) ทำให้  ไม่ได้ "คำตอบ"
       ฉันต้องทำอะไรล่ะ ? เมื่อไหร่ ? อนาคต ฉันจะเป็นอย่างไร ?
- ตื่นตัว (จริงๆ) ในที่นี้ คือ พร้อมที่จะทำๆๆๆ  เพื่อตอบโจทย์ต่างๆ
       สนับสนุนทุกทางเลยครับ

จะเห็นว่า  เมื่อ "สื่อ"  ข้อเท็จจริง  หลีกเลี่ยงพูดแบบสนุกปาก จะช่วยได้มาก

เราสามารถจับกระแส ได้จากการ "เมาท์" กันนอกงาน
ไม่ต้องคิด : ถ้าคุณเป็นผู้ตาม
น่าคิด : ถ้าคุณเป็น  "ผู้นำ" หรือ หนึ่งในทีมงาน  คุณจะทำอย่างไร ?

โครงการณ์ใหญ่ -> ถ้าโดนกระแสต่อต้าน,ขัดขา  โครงการณ์ก็พร้อมจะล้มพับได้
โครงการณ์ใหญ่  มักจะคาดเดาผลลัพธ์ ที่ชัดเจนได้หลายช่องทาง
- ล้มเหลว (ผู้นำการเปลี่ยนแปลง ต้องออก,  ทุกอย่างกลับสู่สภาพปรกติ)
- สำเร็จ 
     100% (ทำได้เฉพาะ คนในองค์กร พร้อมจริงๆ)
     75%   ผมคิดว่า ผุ้นำคงคิดว่า ต้องมาถึงจุดนี้ (จะเห็น  ความสำเร็จชัดเจน)
     50%   พบบ่อย  (งานลูกครึ่ง)  ทำงานหนักกว่าเดิม (ซ้ำซ้อน)
               ยื้อเวลาออกไปอีกระยะ ใครจะอึดกว่ากัน

ความเห็นของผม - "รีบ" รอบรู้ข้อเท็จจริง
+ คิด ทบทวน ทางหนีทีไล่ไว้  (ลองใช้แนวคิดนี้ช่วย Game Theory, MindMap)

เช่น  ก่อนทำ, ระหว่างทำ, หลังทำ

- โครงการต่างๆ เป็นการมอง "วิธีการ" ที่ลอกจากความสำเร็จในที่อื่น
   บนพื้นฐาน  "ความพร้อม"  (งบฯ,คน,เครื่องมือ,ขั้นตอน)
- ปัจจัยทั้ง 4 ข้างต้น   ส่วนที่ยุ่งยากที่สุด คือ "คน"

การเริ่มงาน ต้องการ "ทีมงานปัจจุบัน" ช่วยทำ
แต่เมื่อทำงานสำเร็จ เรายังต้องการ "ทีมงานปัจจุบัน" หรือไม่ ?
(คำพูดที่ดูดี  คือ  เมื่องานเสร็จ ทีมงานทุกคนต้อง "ปรับ" ตัวตามได้แน่นอน)

การจัดการ "คน" เป็นเรื่องยาก
แต่เราได้เห็น "สิ่งที่ยาก" เกิดขึ้นได้แล้ว  ... ส่วนหนึ่งเกิดจาก  การวางแผนรับมือที่ดี จากผุ้นำ
(การ "รอ" สิ่งมหัศจรรย์  มันเลื่อนลอยมาก)

(ฟัง) กระแส

คำถามยอดฮิต
Q: ERP ใหม่  ดีกว่า เก่า อย่างไร ?  (จะแก้ปัญหา ปัจจุบัน เรื่องอะไร ?)
Q: ERP ใหม่  จะเปลี่ยนวิถีการทำงานประจำวัน อย่างไร ?

วิถีการทำงานประจำวัน นี่แหละ "น่ากลัว"
นาย ก : ต้องทำเอกสาร a วันละ 4 ชม.  
    วิธีใหม่  ไม่ต้องทำ-  แล้วเวลาที่เหลือทำอะไร ?
    ...ไปคิดกันเอง หรือ เอาไว้ค่อยคิดกันเมื่อเสร็จโครงการ หรือ ผู้นำ จัดตรียมไว้ให้คือ ...
    (ก่อนเริ่มทำโครงการ  ผู้นำ  ตอบคำถามนี้อย่างไร ?)

2 ตัวเลือกแรก  สร้างกระแส "ลบ" แน่นอน

ตัวเลือกสุดท้าย  ดูดี  แต่ถ้าตอบว่า  ก็ย้ายไปทำงาน C ซิ (ซึ่งนาย ก ไม่พร้อมที่จะทำ)
คำตอบนี้  ดูเป็นการ "กดดัน" ทางอ้อมน๊ะ

ในมุมมอง  "คนเก่ง" อาจจะมองว่า  งานที่เตรียมให้ใหม่   "ไม่ยาก"
แต่ถ้า  ผู้นำ  บริหารให้  ทีมงาน "จม" อยู่กับความเคยชิน
นั่นคือ คุณเป็นคนสร้าง "ส่วนนี้" ให้เขา