วันศุกร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559

มุมมองหลัง Migration

มุมมองหลัง Migration

ในที่สุด  วันสุดท้ายของ Migration ก็มาถึง   (หลังจากเลื่อนไป 1 ครั้ง)
ภาพสรุปในความเห็นของผม  ก็คือ  "ผ่าน" ครับ

กระแสลบ  ต่างๆ ที่ตามมา  สำหรับผม  เป็นภาพลวงตา ซะครึ่งหนึ่ง
   ซึ่งสามารถ "ลด" ได้ด้วยการให้ความรู้ความเข้าใจ  (ต้องเหนื่อยกัน อีก)
หรือ
   ปล่อยไว้  ให้ทุกคน  "เคยชิน" ไปเองก็ได้  ... วิธีนี้ง่ายดี

เนื่องจาก บริษัทฯต้องทำ Migration กับแผนกฯที่เหลือ อีก 2-3 รอบ
ต้องทำโดยไม่มี Vendor ช่วย      ดังนั้นการพัฒนาวิธี  เป็นสิ่งที่ควรทำ

วิเคราะห์ในสไตล์ของผม จะมีแนะนำแนวทางไว้ด้วย  (ไม่ใช่  ติ  อย่างเดียว)

สรุป

* มุมมองเกี่ยวกับ "คน"

  - Vendor เป็นมืออาชีพ  มีรูปแบบและ Step การทำงาน (1-2-3)
          เนื่องจาก การจ้างนับเป็น "วัน" ดังนั้น  ตารางเวลาจะ "แน่น"/"เร่ง" มาก

  - Leader  เป็นคนญี่ปุ่นทั้งหมด  
    ได้  "Training" = ลดแรงต้านจากการทำงานแบบไม่รู้เรื่อง - แน่นอนว่า  "ราคาแพง"
    มีจำนวนมากกว่า ผู้ตาม
    เป็นระดับอาวุโส เกือบทั้งหมด

    ส่วนใหญ่ที่เก่ง  จะเป็นแบบทำงาน  "คนเดียว"
    ได้เห็น การทำงานเป็น  "ทีม" น้อยมาก 
           ยังคงมีระบบอาวุโส = ฉันเป็นลูกน้อง แต่ฉันอาวุโสสูงกว่า ฉันไม่ทำที่สั่งก็ได้

  - ผู้ตาม เป็น  คนไทย  
     ไม่มีนโยบาย ส่งคนไทยไปเรียน - แป่ว
     ให้เรียนแบบ  Learning by Doing - ทำมากๆ ก็รู้เองแหล่ะ
     มีส่งไปเรียน  2 คน    คนเรียน บอกว่า ให้ไปนั่งที่บริษัท Vendor แล้วทำตามเอกสาร
     (เรียกว่า  เรียนได้เต็มปาก  มั๊ยเนี่ยะ)

  - User
        แต่ละแผนกฯ ต้องส่ง KeyMan มา ประชุม  แต่ ...
        ส่วนใหญ่ ไม่เคยมี "KeyMan" ในแผนกตั้งแต่แรก
                         ส่ง  คนทำงานที่ทำประจำ  แต่ตัดสินใจไม่ได้มา
                หรือ  ส่งหัวหน้าที่ไม่เคยใช้ IT เลย
                หรือ  ส่งมาทั้ง 2 คน  กว่าจะลงตัวได้  เทียบกับ ตารางเวลา "เลยไปไกลแล้ว" --- แป่ว

การให้ความรู้  กับ  ทุกคน  เป็นเรื่องพื้นฐานสำคัญ
การทำส่วนนี้ ไม่ครบ ทำให้ปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นตามมามาก
บริษัทฯ ที่มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ แล้วมีผลกระทบน้อย - จะมีขั้นตอนให้ความรู้อยู่แผนการทำงานด้วย    
>> ความเห็น - ถ้าเป็น  การทำงานสไตล์ญี่ปุ่น 100%  แนวทางข้างต้นถือว่า  "ลงตัว"  (สั่งการ - ทำตาม)
        แต่เมื่อนำมาใช้กับงานลูกผสม(ไทย/ญี่ปุ่น)
        จะเห็นว่า  คนที่เกี่ยวข้อง  จะเกิดความรู้สึก  บริษัทฯให้ความสำคัญกับ "บางกลุ่ม"
        คนที่เหลือ  จะเหนื่อยทำ ทำไม - เป็นคนดี ที่อดทนต่อไป ?
            (แนวทาง เริ่มสร้าง  ระเบิดเวลา  หรือ  สะสมความคลางแคลงใจ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ)

      ทำงานสไตล์ฝรั่ง  ระดับ Leader ที่ผมเข้าใจ  คือ คุยกันแบบสร้างสรรค์,ทำทุกอย่างได้ด้วยตนเอง,กล้าเปลี่ยน  ต่างกับ  คนไทยที่เห็นหลายเรื่อง  คุยกันไร้สาระ, ทำอะไรต้องมีคนช่วย (เต็มไปหมด),ชอบทำแบบเดิมๆ   จะเห็นว่า  รูปแบบ  "ต่างกัน" เลย

>> ความเห็น - การเตรียม "คนให้พร้อม"  ก็เป็นหน้าที่  หนึ่ง  ที่ต้องทำ

* มุมมองเกี่ยวกับ  "วิธี"

    Vendor ทำงานแบบยุโรป  มาเจอะ User แบบไทย/ญี่ปุ่น  
    งานนี้ Vendor น่าจะ "เสียกระบวน" ไปพอสมควร

    วิธีแบบยุโรป - ต้องเขียน/อ่าน รายงาน, ทุกคน "รู้หน้าที่" ของตนเอง (ต้องทำอะไร)
          ดูเป็นวิธีที่   "มาตรฐานดี"
    วิธีแบบคนไทย - ไม่ชอบเขียน/อ่าน   ทำไปเรื่อยๆ  นึกอะไรออกก็ทำไป
          เหมาะกับทำงานคนเดียว
    วิธีแบบญี่ปุ่น - ทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด  ระบบอาวุโส
          เหมาะกับ  มีผู้นำ คนเดียวที่เก่งมาก

ตย. ปัญหาเล็กน้อย สะสม
- Task List หลายคน  ดูไม่เป็น
   >> การอธิบาย ซ้ำๆ บ่อยๆ จะช่วยได้มาก
- เอกสารมีหลายเวอร์ชั่น, จำนวนมาก + แผนงานมีการเปลี่ยนเร็ว ทำให้เอกสารบางชุดสร้างไม่ทัน  
  = เพิ่มความยุ่งยากใน  คนที่กำลังปรับตัว
   >> ต้องมีเครื่องมือ มาช่วย จัดการ
- Leader หลายคน สั่งงาน  ไม่เหมือนกัน ซ้าย/ขวา
  ผู้ตาม  รับคำสั่ง 2 ทาง   จึงไม่รู้ว่า ต้องไปทิศทางไหน ?
  >> มีคนมาตรวจมั๊ยว่า  ตัว Leader มีปัญหา
- พูดปนกัน ไปมา  ปัญหาใหญ่/เล็ก
  อะไรสนุกปาก  ก็คุยกันจนเป็น เรื่องสำคัญได้
  >> ต้อง "ลดจำนวน" ปัญหาเล็ก ด้วยความเข้าใจ

ตย. การปรับตัว ที่ได้เห็น
- การคุยกับ User เป็นหน้าที่ของ  Vendor ที่ต้องสื่อสาร  (นัดประชุม, อธิบาย และ สรุป)
  >> Vendor เริ่มปรับตัว  ให้เห็น - โดยคุยมากขึ้น, ตั้งคำถามที่เข้าใจง่าย
  >> เปลี่ยนจาก "ภาษาอังกฤษ" เป็นคุยด้วย  "ภาษาไทย"