วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2555

เมื่อรู้ว่าต้องย้ายไป SAP

เมื่อรู้ว่าต้องย้ายไป SAP




ในการประชุมประจำปี (ต้นปี)  ผู้จัดการ IT บริษัทแม่  มีบอก "แนวคิด" จะย้าย ระบบฯ ไปใช้ SAP
ด้วยเหตุผล ...  (ไปดูโฆษณา  ข้อดีของการซื้อ SAP ได้ครับ)    
โดยผู้จัดการ ได้อ้างว่า  ใช้เวลารวบรวม มาประมาณ 6 ปี
(3 ปี แรก  ยังเป็นผู้ช่วย  เริ่มเรียนรู้งานภาพรวม  3 ปีหลัง เป็นช่วงที่เป็นผุ้จัดการเต็มตัว)

สภาพ ณ.เวลานั้น  ส่วนตัวฟันธงว่า  ต้องเกิดขึ้นแน่

แต่ผู้จัดการ IT ก็ยังมีอุปสรรคคือ
    ประธาน ส่งเรื่องกลับให้ไปทบทวนใหม่ เพราะราคาที่เขียนมา "แพงมาก"

ผ่านไป 9 เดือน ในที่สุดก็ถึง วันที่ได้รับการยืนยันว่า  ต้องย้าย Legacy ไป SAP

(จดหมายจากประธาน)

ปิดฉาก "ความไม่ชัดเจน"  และการโยนหินถามทาง (ข่าวถูกปล่อย มาถามทิศทางเป็นระยะๆ)

ส่วนตัว ถือว่า "ชัดเจน" ดีกว่า ปล่อยให้เป็นเรื่องที่คุยกันแบบ "ไร้ทิศทาง"

ใครที่ใช้ระบบที่พัฒนาขึ้นมาเอง -> เปลี่ยนไปใช้ระบบฯ ที่มีความเข้มงวดสูง
- มีปฏิกิริยา ต่อต้าน มากมาย
คนที่เกี่ยวข้อง  มากกว่า 98%   "ไม่รู้จัก"
- มีปฏิกิริยา ต่างๆ รออยู่มาก  (อยากลอง, ไม่อยากเปลี่ยนแปลง, กลัว,...)

ช่วงเวลาที่  "ไม่ชัดเจน"  ทำให้  เวลาทำทำงาน มาคุยเรื่องที่  "ไม่รู้" ซ้ำๆๆๆๆๆๆๆๆ

ขั้นต่อไป

SAP จะเป็นตามคำล่ำลือ  Sad After Purchase  หรือไม่ ?
เป็นหน้าที่ของผู้นำ  ที่จะบริหาร "การเปลี่ยนแปลง" ครับ

ที่มา


หลายๆ คนที่คิดจะเปลี่ยน  คงเคยอ่านจากบทความต่างๆ
ซึ่งมีการเรียงลำดับไว้อย่างดี  แต่มันยาววววว
มาลองดู  ที่มา  อีกรูปแบบหนึ่ง

Key Man

เป็นผลมาจากการเปลี่ยน   Key Man สำคัญ
- เปลี่ยน ประธาน   ที่เก่ง + มีความรอบรู้มากขึ้น
         เคยแสดง ฝีมือผ่านการบริหาร โรงงานขนาดกลาง (ทำสิ่งที่ต่างกับ  คนก่อนๆ)
         - การทำให้  พนักงานรู้สึกใกล้ชิดกับ   ผู้นำ (รับรู้ปัญหา,คิดอะไร อยู่  ผ่านวารสารประจำเดือน)
           (ต่างจาก  บทความประจำปี,งวด  ซึ่งจะพูดแต่ภาพกว้าง  เหมาะกับ  ให้คนบริษัทอื่นมาอ่าน 555)

         ผมมีโอกาส ที่เข้าร่วมประชุม  ขณะที่ ผู้จัดการ IT อธิบาย S/w ตัวหนึ่ง
             ประธาน พูดออกมาว่า S/w นี้่มีมานานแล้ว เขาไม่เคยรู้ว่า  "มี"
                          ขอให้อธิบายว่ายังมีสิ่งดีๆ อื่นๆ หรือไม่ ?


- เปลี่ยน ผู้นำด้าน IT  ที่เก่ง+ ความรอบรู้มากขึ้น
         เคยแสดง ฝีมือเปลี่ยน H/w ที่ไม่มีใครกล้าเปลี่ยน 20 ปี
              โดยการ (ให้เกียรติ) "รอ" จน คนที่ดูแลใกล้เกษียณ  แล้วโอนย้ายงาน มาทำเอง 
         เป็นผู้ออกแบบระบบการเงิน/การบัญขี  ที่ดีมากตัวหนึ่ง 
         ช่วง 3 ปีที่เริ่มเป็นผู้จัดการ 2 ปี มุ่งเน้นไปด้าน Hw (ที่ตนเองไม่ถนัด) และ 1 ปี
               ถัดไป ไปทดสอบแนวคิดกับการผลิต

ทำให้  วิธีการ "ชั่งน้ำหนัก" ทางเลือกกันใหม่หมด
        จะตอบว่า  ของเดิมดีแล้ว,  เปลี่ยนไม่ได้, เปลี่ยนยาก  (กลัว จนแทบไม่ต้องทำอะไ)
        หรือ  พอจะเปลี่ยนได้  (มีตัวเลือก ...)


คนอื่นๆ - องค์กรไม่ได้ทำงานแค่ 2 คน  ต้องมีคนอื่นๆช่วย
ปรกติ  ผู้นำ จะเตรียม  Key Man ระดับต่างๆ  มาช่วย    สัมพันธ์กับแผน (ที่ใช้เวลานาน)

การสร้าง/เตรียม คน  "ต้องใช้" เวลา
ดังนั้นการวางแผนที่ดี  จะเป็นการลดความเสี่ยงได้มาก

Technology


20 ปีที่แล้ว  ผมเริ่มทำงานบนเครื่่อง IBM S/38
เป็นช่วงที่กำลังทิ้งเครื่องรุ่น S/36 (รุ่นเก่า) และกำลังเริ่มติดตั้ง IBM AS/400 (เครื่องใหม่กว่า)
หลังจากนั้น ผมก็ได้เห็นการเปลี่ยนเครื่อง ทุกๆ 5 ปี, 3 ปี (เปลี่ยนถี่ขึ้นน๊ะ)

ในอดีต  User จะเห็นเครื่องที่มีตาพิสดาร (เครื่องใหญ่มาก, อุปกรณ์ประกอบแปลกๆ)
ถ้าบอกว่า  แพง  ก็รู้สึก  สมเหตุสมผล (ความรู้สึก > ความจริง)

มาวันนี้
- ตัวเครื่อง  หน้าตาเหมือนกับ PC Server ทั่วไป
   User แยกไม่ออกว่า เราใช้อะไรอยู่ = ผู้บริหาร จะรู้แค่ว่า  ภาพรวมมันแพงกับ PC Server ธรรมดา
- มีทางเลือกใหม่ (ศัพท์ใหม่) มากขึ้น บางเรื่อง "คนทั่วไป"  ก็รู้ละเอียดมาก (กว่า ฝ่าย IT)
  ฝ่าย IT จะมาบอกว่า  "ไม่รู้" "ยังไม่พร้อม"   ... คงตอบได้ไม่นาน
          คิดว่าจะใช้ เทคโนโลยี VM  คิดมา 5 ปีแล้ว เพิ่งจะตัดสินใจ  "ซื้อ"
          (เกิดเทคโนโลยี  Cloud   มีหลายบริษัท  อื่นเริ่มเข้าไปใช้งานกันแล้ว) ... คิดนานไปหรือเปล่า ?

Q: ทำอย่างไร ? ให้ขั้นตอนที่ช้า  ให้เร็วขึ้น ?
A: ทำตามสิ่งที่ควรเป็น  มากกว่า  ทำตามคำสั่ง (สั่งไม่ครบ ก็ไม่ทำ)




การจัดการ



การบริหาร "การเปลี่ยนแปลง" ที่ผ่านมา
คือ  เปลี่ยนให้น้อยที่สุด (รู้สึกไม่เปลี่ยน) ทำให้เกิดความ "เคยชิน" (อันนี้ไม่ดีแล้ว)

ตัวอย่าง เช่น การเปลี่ยน H/w, S/w ที่ User รู้สึก  เหมือนไม่เปลี่ยนแปลง
      ,ฝ่าย Admin  เรียนรู้เพิ่มเติมเล็กน้อย

  • Hw : IBM S/36 -> S/38 -> As/400 -> iSeries  
  • RPG II -> RPG III -> RPG/400 -> RPG ILE + SQL (มีใช้ <10% ที่เหลือใช้ของเดิม)

ในด้าน H/w บริษัทได้สร้างทีมงาน  ไว้หลายคน  (มีทีมงานปรึกษากัน)
แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไป
- รูปแบบการทำงานที่แยกหน้าที่ั่ชัดเจน (ทีมลดขนาดลง)
- "จำกัด" การเรียนรู้ (ลด งบฯ)
- และ บริการที่ดีขึ้นของ Vendor
      (คุณไม่ต้องเสียเวลา/เงิน  เตรียมคน  เพียงแค่จ่ายค่าบริการเพิ่มอีกนิด)
      >> เส้นทาง ดังกล่าว  ดีมากเมื่อทุกจุดทำงานได้ดีเยี่ยม
           แต่จะแย่มาก  เมื่อทุกจุดด้านบน  "ทำไม่ได้"  จะเป็นการบีบให้ตัวเลือก "มีน้อยลง"

Vendor ที่ดูแลเครื่อง IBM iSeries (H/w เฉพาะ) ในไทย มีกี่ราย,  ที่เก่งจริงๆ มีกี่ราย 
ทีมงานที่น้อย (จำกัด) เมื่อต้องเลือก   "ทำ" (เพิ่มงาน) หรือ "ไม่ทำ"   จะเลือกอะไร ?

>> แสดงให้เห็นว่า  รูปแบบ ที่คิดว่าดี  แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น  วิธีดังกล่าวอาจจะไม่เหมาะ

ที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลง "รุนแรง" สำหรับ User
แต่เป็นไปทิศทางที่ดี (แรงส่งดี)  แต่ทีมงาน ที่จำกัด  ก็จะบอกว่ายุ่งยาก(มาก) เช่น

  • การเลือกใช้ eMail (Lotus Note)
  • การอนุญาตให้ใช้ IE บน Windows -> เพิ่มรายงานในรูปแบบ Web 
  • การเปลี่ยน MS Office จาก XP เป็น 2007


ถ้าผู้นำ มีความเชื่อว่า  ไม่ต้องอธิบาย(เป็น sw ส่วนบุคคล), แค่อธิบายสั้นๆ ครั้งเดียว  User จะทำได้เอง
(คิดในมุมที่ว่า  โปรแกรมเมอร์  ไม่ได้มีหน้าที่สอน)
โดย ไม่มองว่า
                 User ที่ไม่เข้าใจ  = ใช้ s/w ได้ไม่เต็มที่
                 แผนก Help desk (ก็ของตนเอง) ต้องรับผลกระทบ  จากแนวคิดข้างต้นมาก

>> แสดงให้เห็นว่า  "แนวคิดผู้นำ และ วิธีการที่ดี"  จะช่วยแก้ปัญหาได้




Budget

ไม่พูดถึงไม่ได้
บริษัทขนาดใหญ่  คนที่จะเสนองบฯ ประมาณ  ก็จะรุ้ขั้นตอน/วัฒนธรรมภายในอยู่แล้ว
เช่น มักจะมีขีดจำกัดการลงทุน ด้าน IT  (ของบฯ พิเศษ  ต้องมีจังหวะที่เหมาะสม)
แสดงข้อมูล ให้   ประธานเข้าใจตรงกันว่า
ทางเลือกที่เสนอ (สภาพ ณ เวลานั้น) เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดจริง (บริษัท ได้ประโยชน์จากการลงทุน)
อุปสรรคใหญ่  เพียงอย่างเดียว คือ  ไม่เชื่อ!

  




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น